ไขข้อข้องใจ! ยางรถยนต์  2 ปี  5 หมื่นกิโล ต้องเปลี่ยนเลยหรือไม่
หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าวทำให้ หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป
 
ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของเราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักอย่างน้อย 50 เท่า ทั้งนี้หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าว ทำให้หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป การที่เราใช้อายุ-ระยะทาง มาบอกว่ายางเสื่อมสภาพนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เสื่อมสภาพนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้วิ่ง สภาพอากาศ ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ ฯลฯ
 
สภาพดอกยาง เราสามารถใช้งานได้ จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จากจุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้าน เมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน
 
ลักษณะยาง ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจระเบิดได้
 
บาดแผลบนยาง ถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที
 
สภาพเนื้อยาง เนื้อแข็ง และกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า ถ้าใกล้หมดสภาพแล้วมักแทบจิกไม่ลง
การดูแลบำรุงรักษายางรถยนต์ในระหว่างการใช้งาน
 
นอกเหนือจากการเลือกใช้ขนาดยาง, ประเภทของยาง, ชนิดโครงสร้างยางและดอกยาง ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานแล้ว สิ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ทนทานยาวนาน ก็คือการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้
 
แรงดันลมยาง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกได้ โดยปกติความดันลมยางนี้ จะมีการซึมออกจากตัวยางได้ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจเช็คความดันลมยางอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ (ขณะยางเย็น) เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงและประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ของยาง สำหรับกรณีเพิ่งเปลี่ยนยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คในช่วงการใช้งาน 3,000 กม.แรก เนื่องจากโครงยางมีการขยายตัวในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ความดันลมยางลดลง
 
เมื่อยางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการใช้งาน จะมีผลทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นกว่าปกติและจะค่อยๆ ลดลงกลับสู่สภาวะปกติหลังหยุดการใช้งาน ดังนั้นไม่ควรปล่อยลมออกขณะยางร้อน สำหรับการใช้งานเดินทางไกลๆ หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่เป็นประจำ ควรเพิ่มความดันลมยางอีก 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว เพื่อช่วยให้โครงยางแข็งแรงมีการบิดตัวน้อยลง เพิ่มการทรงตัวขณะขับขี่ได้ดี และเมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ควรเปลี่ยนวาล์วเติมลมด้วยทุกครั้ง
 
การบรรทุก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลอย่างมากต่ออายุของยางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมยาง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเติมลมยางสูงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลง
 
การใช้ความเร็ว ในกรณีของยางใหม่ให้วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. เป็นระยะทางอย่างน้อย 200 กม.เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของยางก่อนการใช้งานในสภาวะทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด และอย่าใช้ความเร็วสูงบนสภาพถนนขรุขระ เพราะจะทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ง่าย
 
การปะซ่อม ถึงแม้เราจะมีความระมัดระวังในการขับขี่สักเพียงใด แต่บางครั้งการถูกสิ่งมีคมบาดตำยางก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณาถึงการปะซ่อมยางดังนี้
 
บาดแผลบริเวณหน้ายาง เช่น รูตะปู สามารถปะซ่อมได้ไม่เกิน 2 แผล ระยะห่างของบาดแผลไม่น้อยกว่า 40 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางบาดแผลไม่เกิน 6 มม.
 
บาดแผลบริเวณไหล่ยาง, แก้มยางและขอบยาง ไม่แนะนำให้ทำการปะซ่อม เนื่องจากความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการยึดเหนี่ยวกับวัสดุปะซ่อม
ศูนย์ล้อของรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งความสำคัญต่อการบำรุงรักษายางรถยนต์ เพราะสภาพศูนย์ล้อของรถยนต์ที่ถูกต้อง จะทำให้ยางมีการสึกหรอเรียบสม่ำเสมอ มีอายุการใช้งานยาวนาน ขับขี่สะดวกสบายและให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนดี โดยปกติการตรวจสอบศูนย์ล้อ ควรทำทุกๆ 6 เดือน หรือทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ หรือทุกครั้งที่มีการซ่อมแซมระบบช่วงล่าง
 
การสลับตำแหน่งยาง ลดการซ่อมบำรุงยืดอายุการใช้งาน ยางเมื่อผ่านการใช้งานมานาน มักจะเริ่มมีการสึกหรอไม่เรียบเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลง รวมทั้งเกิดปัญหาเสียงยางดังขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกหรอผิดปกติได้ง่ายที่สุด ดังนั้นเพื่อช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น หลังจากคุณเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อถึงระยะทาง 5,000 กม.แรก คุณควรจะสลับยาง และในครั้งต่อไปให้สลับยางทุกๆ 10,000 กม. และควรทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่มีการสลับยาง
 
การทำความสะอาดยาง เป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับยาง เนื่องมาจากการขับขี่ซึ่งสิ่งสกปรกเหล่านั้น อาจเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติเนื้อยางในระยะยาว ดังนั้นการทำสะอาดบ่อยๆหรือทุกครั้งที่มีความสกปรกเกิดขึ้น ก็จะช่วยปกป้องสภาพยางให้สมบูรณ์ยาวนาน สำหรับอุปกรณ์ในการทำความสะอาดในเบื้องต้น เช่น น้ำสะอาด, ผงซักฟอก เป็นต้น หลังจากนั้นให้ทาเคลือบด้วยสารซิลิโคน ช่วยปกป้องและเพิ่มความเงางามให้กับผิวยางรถยนต์
 
หากปฏิบัติได้ตามข้อแนะนำข้างต้นรับรองว่ายางรถยนต์ของท่านจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 2 ปี หรือ 50,000 กม.แน่นอน
 
ในตอนต่อไปเราจะมาว่ากันถึง ลักษณะและการเลือกใช้งานยางรถยนต์แต่ละประเภทกัน.
 
...............................
 
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ
 
โดย "ช่างเอก"
 
ขอบคุณข้อมูลจาก....สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด